บทความ

เคล็ดลับการประชุมอย่างมีประสิทธิภาพ แบบ “Steve Jobs”

เคล็ดลับการประชุมอย่างมีประสิทธิภาพ แบบ “Steve Jobs”

“Steve Jobs” ปฏิเสธไม่ได้ว่าเขาผู้นี้คือตำนานคนสำคัญของวงการเทคโนโลยี เขาคือผู้ให้กำเนิดโทรศัพท์ iPhone และเป็นซีอีโอที่ประสบความสำเร็จและมากความสามารถคนหนึ่ง และมีหลายสิ่งหลายอย่างมากมายที่เราสามารถเรียนรู้ได้จากชายผู้นี้ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือสิ่งที่เรากำลังจะพูดถึงกันนั่นคือ “ประสิทธิภาพในการประชุม”

ลองมาล้วงแคะกันดูสิว่า “Steve Jobs” มีเทคนิคในการประชุมอย่างไรให้มีประสิทธิภาพกันบ้าง

 

ทำการประชุมให้เล็กเท่าที่เป็นไปได้

ตามคำบอกเล่าผ่านหนังสือ “Insanely Simple” ของ “Ken Segall” อดีตครีเอทีฟ ไดเร็คเตอร์ที่ Apple เล่าถึงการทำงานร่วมกับ Jobs ว่า ครั้งหนึ่ง Jobs จะต้องเริ่มสัปดาห์การประชุมร่วมกับเอเจนซี่โฆษณาของแอปเปิ้ล ในขณะประชุม เขาก็เพ่งสายตาไปที่คนๆ หนึ่งซึ่งเพิ่งมาใหม่ ทั้งนี้ในหนังสือบรรยายว่า “สายตาของเขาล็อคไปที่สิ่งๆ หนึ่งซึ่งอยู่ในห้องและดูเหมือนว่ามันจะไม่ถูกต้อง แล้วเขาก็พูดขึ้นว่า ‘คุณเป็นใคร?’ อย่างเยือกเย็น เธอค่อยๆ อธิบายว่าเธอถูกขอให้เข้าร่วมประชุมด้วย เพราะว่าเธอเป็นส่วนหนึ่งของโปรเจ็ตส์มาร์เก็ตติ้ง เมื่อ Jobs ได้ยินแล้วเขาก็ขอเธออย่างสุภาพเพื่อให้เธอออกไป เขากล่าวว่า “ผมคิดว่าเราไม่ต้องการคุณในการประชุมนี้ ลอร์รี่ ขอบคุณครับ”

ท่าทีเย็นชาแบบนี้ของเขาเคยเกิดขึ้นมาแล้ว เมื่อครั้งหนึ่งเขาได้ปฏิเสธ ประธานาธิบดี “บารัค โอบามา” ที่เคยขอให้เขาเข้าร่วมกลุ่มผู้มีอำนาจด้านไอที โดยให้เหตุผลว่าประธานาธิบดีมักจะเชิญผู้คนมากมายเพื่อทำตามรสนิยมของเขาเท่านั้น

ให้แน่ใจว่าแต่ละคนมีงานที่รับผิดชอบตามที่ได้กำหนดมา

จากการรายงานข่าวของ Fortune โดยผู้สื่อข่าว Adam Lashinsky เมื่อปี 2011 ได้เล่าถึงรายละเอียดสองสามอย่างถึงกระบวนการทำงานที่ Jobs ใช้ ซึ่งทำให้ Apple กลายมาเป็นหนึ่งในบริษัทที่มีค่าที่สุดในโลก

หลักสำคัญเลยคือ Jobs มีจิตวิทยาขั้นสูง ที่เรียกว่า “accountability mindset” คือเขาสามารถจัดกระบวนการทางความคิดได้ถูกต้องว่าควรให้ใครทำอะไรอย่าไรบ้าง โดยที่ทุกๆ คนจะรู้หน้าที่ของตัวเองว่าจะต้องทำอะไร

พาวเวอร์พ้อยท์ ไม่จำเป็น

Walter Isaacson ผู้เขียนชีวประวัติของ“Steve Jobs”กล่าวว่า Jobs เกลียดพรีเซ็นเทชั่นที่เป็นทางการเอามากๆ แต่เขารักที่จะประชุมแบบฟรีสไตล์และพบเห็นหน้าตากันมากกว่า ในทุกๆ บ่ายวันพุธเขาจะมีการประชุมร่วมกับทีมมาร์เก็ตติ้งและโฆษณา ซึ่งบอกได้เลยว่า สไลด์โชว์จะถูกแบนทันที เพราะ Jobs ต้องการให้ทีมของเขาดีเบทกันเสียมากกว่า และเน้นไปที่การคิดวิเคราะห์ร่วมกัน โดยปราศจาการการเรียนรู้ผ่านเทคโนโลยี

“ผมเกลียดที่ผู้คนมักใช้สไลด์เพื่อพรีเซ็นต์งานแทนที่จะใช้ความคิด” Jobs เคยบอกกับ Isaacson “ผู้คนมักจะพบกับปัญหาหากสร้างสรรค์งานผ่านพรีเซ็นเทชั่น ผมต้องการให้เกิดปฏิสัมพันธ์ แตกความคิด ทุกสิ่งทุกอย่างลงบนโต๊ะมากกว่าที่จะทำผ่านกองสไลด์ ซึ่งจะทำให้พวกเขารู้ว่ากำลังพูดอะไรอยู่ ดังนั้น พาวเวอร์พ้อยท์จึงไม่จำเป็นต้องใช้”

บางแง่มุมอาจจะสุดโต่งไปสักนิด แต่อย่าลืมว่า “Jobs” ก็คือบุคคลสำคัญคนหนึ่งของวงการเทคโนโลยี และยังเป็นคนที่ได้รับการยกย่องว่าเก่งและมีความสามารถระดับโลก ดังนั้น หากเราได้นำแง่คิดดีๆ เกี่ยวกับงานของเขาไปปรับใช้บ้างก็คงจะพอทำให้การประชุมของคุณมีประสิทธภาพมากขึ้นได้ทีเดียว

บทความจาก
website : https://www.makewebeasy.com

วิธีเสริมพลังคอนเทนต์ด้วยเทคนิค SEO

ความท้าทายหนึ่งที่ยิ่งใหญ่มากในวงการดิจิตอลมาร์เกตติ้งคือการทำอย่างไรให้เว็บไซต์หรือหน้าเพจของเรามีระดับ SEO (search engine optimization) ที่เข้มแข็งที่สุด
ระดับ SEO ที่ดีน่าจะการันตีได้ในระดับหนึ่งว่าคอนเทนต์ที่เราเห็นนั้นจะไม่ต้องไปเสียเงินมากมายให้แก่ sponsor content หรือโซเชียลมีเดียแฟลตฟอร์มต่างๆ เพื่อประชาสัมพันธ์ตัวเอง
เราพบเจอเทคนิคเกี่ยวกับ SEO มากมายแต่หากสังเกตให้ดี หัวใจหลักของเทคนิคเหล่านั้นส่วนใหญ่ก็จะอยู่ที่การสร้างคอนเทนต์คุณภาพสูงแล้วมันจึงจะมีคนมาสนใจ เช่น Google ก็จะเน้นดันผลการค้นหาที่มีคอนเทนต์มีคุณภาพไว้บนๆ ของการค้นหา
เมื่อคุณสร้างคอนเทนต์ที่ผู้บริโภคอยากอ่านขึ้นมาแล้ว คุณสามารถใช้คีย์เวิร์ดเพื่อเพิ่มยอดอ่าน คีย์เวิร์ดที่ถูกต้องจะสร้างความน่าเชื่อถือให้แก่เว็บไซต์มากขึ้นไปอีก
หากต้องการรายละเอียดเกี่ยวกับกลยุทธ์ SEO เพิ่มเติม ลองอ่าน infographic ข้างล่างนี้ดูว่ามันสามารถช่วยคุณได้มากขึ้นไหม
สาระสำคัญ

 

.
4 แฟลตฟอร์มที่กลยุทธ์ SEO มีประโยชน์มาก
1. เว็บเพจ
2. บล็อก
3. รายละเอียดสินค้า
4. โซเชียลมีเดีย

.
10 ปัจจัยที่สร้าง SEO ชั้นยอด
1.เขียนหัวข้อดี
2.อย่ารวมทุกคำมาไว้ในคอนเทนต์
3.ใช้คีย์เวิร์ดในหลายๆ แฟลตฟอร์ม
4.เขียนคำอธิบายเรื่องย่อดีๆ
5.ต้องแตกต่าง
6.มีการอ้างอิง
7.มีจำนวนคำเยอะ
8.เขียนให้ดี
9.สร้างลิงค์ข้อความเยอะๆ
10.โพสต์ให้บ่อยและเป็นเวลา

บทความจาก https://www.makewebeasy.com

3 คำถามที่ช่วยยืนยันความเข้าใจใน Google Analytic

หลายๆ ครั้งที่ผมลองถามคำถามกับคนที่ทำ Google Analytics มาแล้วระยะหนึ่ง พบว่าเกือบทั้งหมดตอบคำถามพื้นฐานที่จำเป็นต้องรู้ไม่ได้ ซึ่งทำให้ผมเชื่อว่าการอ่านรีพอร์ทนั้นเป็นการอ่านรีพอร์ทระดับพื้นผิว และวิเคราะห์หาคำตอบที่ต้องใช้ความเข้าใจพื้นฐานสำคัญในการวิเคราะห์ไม่ได้ ซึ่งปัญหานี้จะกลายเป็นอุปสรรคในการศึกษาต่อไปในอีกขั้นหนึ่ง ที่สำคัญคือถ้าคิดว่าเข้าใจดีแล้วอาจจะทำให้ความกระหายในการศึกษาต่อลดลงไปอย่างมาก สิ่งที่ MakeWebEasy พบอีกอย่างคือ มีบางท่านที่สอบถามเข้ามาเรื่องคอร์สการสอน Google Analytics ระดับ Advance โดยบอกว่าเข้าใจระดับพื้นฐานแล้วเคยใช้งานมาปีกว่า อยากจะเรียนระดับ Advance เลย ซึ่งเมื่อผมพบเหตุการณ์ลักษณะนี้ เรามักจะถามคำถามเบสิค 3 ข้อเพื่อวัดความเข้าใจระดับพื้นฐานว่าเข้าใจจริงหรือไม่ ปรากฏว่าที่ผ่านมาไม่มีใครตอบถูกต้องแบบเคลียร์ๆ ได้เลย MakeWebEasy ก็เลยแนะนำให้เรียนระดับพื้นฐานก่อน ดังนั้นหากใครที่คิดว่าเข้าใจพื้นฐาน Google Analytics ดีในระดับหนึ่งแล้ว ลองมาตอบคำถามพื้นฐาน 3 คำถามนี้กันครับ ถ้าตอบได้หมดแสดงว่าเข้าใจพื้นฐานดีพอสมควร แต่หากตอบไม่ถูกเลยแสดงว่าคุณยังต้องศึกษาพื้นฐานเพิ่มเติมให้มากขึ้นหากต้องการศึกษาด้านนี้จริงๆ

คำถามที่ 1 : หนึ่ง session มีเวลา (duration) เท่าไร?
คำถามที่ 2 : ในหนึ่ง property ควรมี view อย่างน้อยที่สุดกี่ view?
คำถามที่ 3 : Real-time report มีประโยชน์อย่างไร นอกจากข้อมูลเรียลไทม์ที่อัพเดททุกวินาที?

เป็นอย่างไรกันบ้างครับ สำหรับคนที่ยังตอบไม่ถูก มาดูคำตอบกันนะครับ

คำตอบข้อ 1 : คือ มีเวลาเท่าไรก็ได้ครับ แต่จะ session จะหมดอายุเมื่อไม่มีการกระทำใดๆ บนหน้าเว็บเป็นเวลา 30 นาที (การ scroll เมาส์ไม่นับนะครับ) เมื่อ session หมดอายุลง เวลาของ session ก็จะหมดลงเช่นกัน ตามทฤษฎีแล้ว เวลาสูงสุดจะไม่เกิน 24 ชม อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ลิงค์นี้ UIP, Session (Visit), User (Visitor) แตกต่างกันอย่างไร

คำตอบข้อ 2 : ในหนึ่ง property ควรจะต้องมี view อย่างน้อย 3 views ครับ อ่านรายละเอียดที่ลิงค์นี้ครับ โครงสร้างของ Google Analytics Account

คำตอบข้อ 3 : Real-time report นอกจากใช้ดูข้อมูลเรียลไทม์แล้ว ประโยชน์ที่ดีมากแต่ไม่ค่อยมีคนใช้งานเลยคือใช้วัดว่า code javascript ของ Google Analytics ที่เพิ่งจะติดตั้งไปนั้นทำงานได้ปกติหรือไม่ ซึ่งยังสามารถนำไป apply ใช้กับการตรวจสอบการทำงานของ UTM tagging หรือ Event tracking ได้ด้วย

การจะเอาจริงเอาจังในการเล่นดนตรี แค่ร้องเล่นได้ดียังไม่เพียงพอ การเรียนรู้เรื่องตัวโน้ตเป็นสิ่งจำเป็น เช่นเดียวกัน การศึกษาเรื่อง Google Analytics ควรจะต้องเข้าใจพื้นฐานให้ถ่องแท้ เพราะจะทำให้การอ่านรีพอร์ทหรือศึกษาต่อทำได้ง่ายขึ้น รู้จักที่มาที่ไปของข้อมูล วิเคราะห์หาเหตุผลของตัวเลขที่อาจจะคลาดเคลื่อนกันในแต่ละรีพอร์ทได้ และที่สำคัญคือ ตอบคำถามได้ชัดเจน ไม่อึกอัก เมื่อถูกลูกค้าหรือหัวหน้างานตรวจสอบตั้งคำถามกับตัวเลขในรีพอร์ท เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นแล้ว คุณจะดูหมดความน่าเชื่อถือไปในทันที

บทความจาก: https://googleanalyticsthailand.wordpress.com/2015/06/28/3-google-analytics-basic-questions/

การบริหารต้นทุน

     ต้นทุน มีความหมายกับทุกกิจการ เพราะเป็นค่าใช้จ่ายตั้งต้นที่จะกำหนดโอกาสทำกำไรแต่ในหลายๆกิจการการควบคุมต้นทุนยังเป็นปัญหา ไม่ว่าจะเป็นปัญหาจากการต้องควบคุม ต้นทุน/ปริมาณ , ต้นทุน/คุณภาพ , ต้นทุน/เวลา , ต้นทุน/การแข่งขัน เพราะ ต้นทุนเป็นจุดเริ่มต้นที่จะต้องเผชิญกับเงื่อนไขสำคัญในการวางแผนการบริหารกำไร เราจะบริหารต้นทุนได้อย่างไรบ้าง ประเด็นสำคัญที่ควรรู้ไว้ก่อน คือ ต้นทุนนั้นๆสำคัญต่อกิจการแบบไหน และ ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับต้นทุนนั้นมีอะไรบ้าง เช่น ต้นทุนนั้นๆเป็นตัวกำหนดความสามารถในการกำหนดอำนาจต่อรองกับผู้ผลิต , ต้นทุนนั้นๆ ทำให้สามารถกำหนดราคาขาย ที่พอทำให้มีกำไรอยู่ในระดับที่พอใจ, ต้นทุนนั้นๆทำให้สามารถบริหารเวลาในการมีสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ฯลฯ เพราะต้นทุนเป็นค่าใช้จ่ายที่มีความสัมพันธ์ต่อกิจการอย่างมาก และในทุกกิจการจึงต้องแยกต้นทุนให้ชัดเจน เป็นต้นทุนสำหรับสินค้า และ ต้นทุนสำหรับการบริหารจัดการ ซึ่งแน่นอนว่าต้นทุนทั้งสองด้าน มีความสำคัญพอๆกัน แต่ใช้งานแตกต่างกันเพื่อการบริหารค่าใช้จ่ายให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด เพราะจะได้กำไรตามเป้าหมายที่กำหนด 

  • ต้นทุนสินค้า แปรผันตามการซื้อและการขาย
  • ต้นทุนบริหาร แปรผันตามจำนวนคนและค่าใช้จ่ายในการดำเนินการประจำปี

หากเราใช้สูตรพื้นฐานในการกำหนดไว้เป็นไกด์สำหรับการวางแผนงบกำไรขาดทุน

  • รายได้ 100%
  • ต้นทุนขาย 40%
  • ต้นทุนบริหาร 30%
  • กำไรก่อนดอกเบี้ยและภาษี 30%

นั้นคือสูตรพื้นฐานว่า เราจะบริหารให้ค่าใช้จ่ายอยู่ในสัดส่วนจากรายได้ 100% ได้อย่างไร หากทำได้กำไรระดับ 30% ก็จะไม่ไปไหนครับ

นิพนธ์ ศ.

 

Visitors: 7,389